เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น เลือกกี่บาร์? ล้างคราบตะไคร่ คราบดำได้แค่ไหน

ถ้าพูดถึงงานทำความสะอาดที่เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงช่วยได้ดีมากอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การล้างพื้น

โดยเฉพาะพื้นหน้าบ้าน พื้นโรงรถ ทางเดิน พื้นปูน หรือบริเวณที่ต้องเจอกับฝนและความชื้นอยู่เป็นประจำ เพราะเมื่อใช้งานไปนาน ๆ สิ่งที่ตามมามักไม่ใช่แค่ฝุ่นธรรมดา แต่เป็นทั้ง คราบดำ คราบดิน คราบตะไคร่น้ำ และคราบสกปรกที่ฝังอยู่ตามผิวพื้น

ปัญหาคือ พอคราบเริ่มเกาะแน่น หลายคนก็ใช้วิธีเดิม ๆ คือเอาสายยางฉีด หรือใช้แปรงขัด บางครั้งขัดจนเหนื่อย แต่คราบก็ยังไม่ออกหมด ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองหา เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น แต่พอถึงเวลาจะเลือกซื้อกลับเจอคำถามอีกว่า

“ต้องใช้กี่บาร์ถึงจะล้างคราบดำกับตะไคร่ได้?”

100 Bar พอไหม?
120 Bar ต่างจาก 150 Bar มากหรือเปล่า?
หรือถ้าจะล้างคราบหนัก ๆ ต้องไปถึง 180 Bar เลย?

จริง ๆ แล้วคำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข Bar เพียงอย่างเดียว

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น ควรกี่บาร์?

ถ้าเป็นงานล้างพื้นทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องที่แรงที่สุดเสมอไป สิ่งที่ควรดูคือ พื้นผิวที่ต้องการล้าง และชนิดของคราบที่เกาะอยู่ เช่น พื้นที่มีเพียงฝุ่นหรือดินบาง ๆ อาจไม่ต้องใช้แรงดันสูงมาก แต่ถ้าเป็นพื้นโรงรถที่มีคราบดำ คราบโคลน หรือพื้นบริเวณที่มีความชื้นสะสมจนเกิดตะไคร่ ก็อาจต้องการแรงดันที่เพิ่มขึ้น

มองเป็นแนวทางง่าย ๆ ได้ประมาณนี้

  • 100 Bar — เหมาะกับงานทำความสะอาดทั่วไปและคราบที่ไม่หนักมาก
  • 120 Bar — เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการแรงเพิ่มขึ้น เช่น พื้นบ้าน โรงรถ หรือทางเดิน
  • 150 Bar — เหมาะกับคราบที่เกาะแน่นขึ้น และงานที่ต้องการแรงดันมากกว่าเครื่องระดับเริ่มต้น
  • 180 Bar — เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันสูงและคราบหนัก แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นผิว

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งคิดว่า 180 Bar = ล้างสะอาดกว่า 100 Bar ทุกกรณี เพราะยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ Flow Rate

ทำไมล้างพื้นต้องดู Flow Rate ด้วย?

เวลาพูดถึงเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง คนส่วนใหญ่มักสนใจแค่คำว่า Bar ยิ่งตัวเลขสูงก็ยิ่งรู้สึกว่าเครื่องน่าจะแรงและล้างได้ดีกว่า แต่ในการใช้งานจริง แรงดันกับปริมาณน้ำทำหน้าที่ต่างกัน Bar คือแรงดันที่ช่วยในการกระแทกและแยกคราบออกจากพื้นผิว

ส่วน Flow Rate คือปริมาณน้ำที่เครื่องจ่ายออกมาในหนึ่งนาที ซึ่งมีส่วนช่วยในการพาคราบและสิ่งสกปรกที่ถูกทำให้หลุดออกไปจากพื้นที่ ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าเราต้องล้างพื้นบริเวณกว้าง แต่เครื่องมีน้ำออกมาน้อยมาก ต่อให้แรงดันสูง การทำงานก็อาจไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด ในทางกลับกัน ถ้ามีทั้งแรงดันและปริมาณน้ำที่เหมาะสม การล้างและชะคราบออกก็ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเวลาจะเลือก เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น อย่าดูแค่ตัวเลข Bar แต่ให้ดู Bar + Flow Rate ไปพร้อมกัน

หากอยากเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อจากบทความ โฟลเรทน้ำคืออะไร? เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงควรมี Flow Rate เท่าไหร่

คราบตะไคร่กับคราบดำ ต้องใช้แรงดันเท่าไหร่?

       คำว่า “คราบตะไคร่” หรือ “คราบดำ” จริง ๆ แล้วมีหลายระดับ ถ้าเป็นคราบบาง ๆ ที่เพิ่งเริ่มเกิด การใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงระดับประมาณ 100–120 Bar ก็อาจเพียงพอสำหรับการทำความสะอาดในหลายกรณี แต่ถ้าเป็นคราบที่สะสมมานาน มีทั้งตะไคร่ ดิน และสิ่งสกปรกเกาะรวมกันจนเป็นชั้นหนา การเพิ่มแรงดันหรือใช้วิธีทำความสะอาดร่วมกับน้ำยาที่เหมาะสม อาจช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ตรงนี้จึงไม่ควรคิดว่า

“คราบไม่ออก = ต้องซื้อเครื่องที่แรงกว่าเดิม”

เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่แรงดันอย่างเดียว อาจเป็นเพราะหัวฉีดไม่เหมาะสม ระยะฉีดไม่ถูกต้อง หรือคราบหนาเกินกว่าจะใช้แรงน้ำเพียงอย่างเดียวจัดการได้

พื้นปูนกับพื้นกระเบื้อง ใช้แรงดันเหมือนกันไหม?

ไม่ควรคิดว่าใช้แรงดันเท่ากันได้ทุกพื้นผิว พื้นปูนที่มีผิวค่อนข้างหยาบและมีคราบฝังแน่น อาจรับแรงดันได้แตกต่างจากพื้นกระเบื้องที่มีผิวเรียบ หรือบริเวณร่องยาแนว ยิ่งถ้าเป็นพื้นเก่าหรือพื้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพ การใช้แรงดันสูงมากเกินความจำเป็นอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ ดังนั้นก่อนเริ่มงาน ควรดูพื้นก่อนว่า

  • พื้นผิวเป็นวัสดุอะไร
  • มีรอยร้าวหรือไม่
  • ยาแนวอยู่ในสภาพดีหรือไม่
  • มีสีหรือสารเคลือบอยู่บนพื้นหรือไม่
  • คราบเกาะหนาแค่ไหน

จากนั้นจึงเลือกแรงดันและหัวฉีดให้เหมาะสม เครื่องที่แรง ไม่ได้แปลว่าต้องเปิดแรงสุดทุกครั้ง

แล้ว 100 Bar ล้างพื้นได้ไหม?

       ได้ครับ ถ้าเป็นงานทำความสะอาดทั่วไปและคราบไม่ได้หนักมาก ตัวอย่างเช่น FLOW ENERGY M6 EXTRA ที่มีแรงดัน 100 Bar / 6.5 L/min สามารถนำมาใช้กับงานทำความสะอาดทั่วไป รวมถึงพื้นที่ภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านได้ เหมาะกับคนที่ไม่ได้ต้องการเครื่องสำหรับงานหนักโดยเฉพาะ แต่ต้องการเครื่องหนึ่งเครื่องที่สามารถใช้ทำความสะอาดได้หลายอย่าง ถ้าต้องการแรงดันและ Flow Rate เพิ่มขึ้น FLOW ENERGY M9 EXTRA ให้แรงดัน 120 Bar / 8 L/min ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากระดับ 100 Bar

ถ้าต้องล้างคราบหนักขึ้น ควรเลือกเครื่องแบบไหนดี?

       ถ้ารู้ตัวว่าใช้งานค่อนข้างหนัก และไม่ได้ต้องการเครื่องไว้ล้างพื้นอย่างเดียว การเลือกเครื่องที่ Adjustable Pressure จะมีข้อดีมากกว่า เพราะเราสามารถปรับแรงดันให้เหมาะกับงานได้ อย่าง FLOW ENERGY B2 EXTRA สามารถปรับแรงดันได้ตั้งแต่ 30–180 Bar และมี Flow Rate 8 L/min ข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องใช้ 180 Bar ตลอดเวลา ล้างพื้นทั่วไปก็ลดแรงดันลงได้
เจอคราบหนักก็เพิ่มแรงดันขึ้นตามความเหมาะสม และยังสามารถนำไปใช้งานอื่น ๆ ได้อีก เช่น ล้างรถ ล้างกำแพง หรืองานทำความสะอาดทั่วไป หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดู FLOW ENERGY B2 EXTRA ได้

คราบดำกับตะไคร่ ควรฉีดอย่างไรให้หลุดง่าย?

       อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ เทคนิคการฉีด การเอาหัวฉีดไปจ่อพื้นใกล้ ๆ แล้วเปิดแรงสุด อาจไม่ได้ทำให้งานง่ายขึ้นเสมอไป วิธีที่เหมาะกว่าคือเริ่มจากระยะที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยปรับระยะและแรงดันตามความหนาของคราบ สำหรับพื้นที่กว้าง ควรฉีดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เลือกฉีดซ้ำอยู่เพียงจุดเดียว ถ้าคราบหนามาก การใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับพื้นผิวก่อน แล้วจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงช่วยชะล้าง ก็อาจทำให้งานง่ายขึ้นกว่าการพยายามเพิ่มแรงดันอย่างเดียว

คราบตะไคร่ คราบดำ ล้างด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงได้ไหม?

       ได้ และเป็นหนึ่งในงานที่เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงเหมาะกับการใช้งาน โดยเฉพาะพื้นปูน ทางเดิน พื้นโรงรถ หรือพื้นที่ภายนอกอาคารที่มีคราบสะสม แต่ถ้าคราบเกาะมานานมาก อย่าคาดหวังว่าแค่เพิ่มแรงดันจนสุดแล้วทุกอย่างจะหลุดในครั้งเดียว วิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าคือ ทำให้คราบถูกจัดการเป็นขั้นตอน เริ่มจากฉีดน้ำเพื่อเอาฝุ่นและเศษดินที่หลุดง่ายออกก่อน จากนั้นจึงค่อยจัดการบริเวณที่มีคราบฝังแน่น ถ้าเป็นคราบตะไคร่หรือคราบที่เกาะเป็นชั้นหนา การใช้น้ำยาที่เหมาะกับพื้นผิวร่วมด้วยก็อาจช่วยให้คราบคลายตัวได้ง่ายขึ้น ก่อนใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงชะล้างออก

แล้วควรใช้หัวฉีดแบบไหน?

นี่เป็นอีกจุดที่หลายคนมองข้าม ต่อให้เครื่องมีแรงดันสูง แต่ถ้าเลือกหัวฉีดไม่เหมาะกับงาน ก็อาจทำให้ล้างพื้นได้ช้าหรือควบคุมแรงน้ำได้ยาก ถ้าต้องล้างพื้นที่กว้าง การใช้ลำฉีดที่ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นจะช่วยให้ทำงานสะดวกกว่า ขณะที่บริเวณคราบที่เกาะแน่นอาจต้องใช้ลำฉีดที่เน้นแรงมากขึ้น แต่มีข้อควรระวังสำคัญคือ

อย่าเอาหัวฉีดลำแคบไปจ่อพื้นใกล้ ๆ แล้วลากไปมาเป็นเวลานาน

เพราะแรงน้ำจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เล็กมาก โดยเฉพาะพื้นกระเบื้อง ร่องยาแนว พื้นที่เคลือบสี หรือพื้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพ ควรเริ่มจากระยะห่างที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ล้างพื้นด้วยแรงดันสูง ทำให้พื้นเสียหายไหม?

มีโอกาส หากใช้แรงดันหรือวิธีฉีดไม่เหมาะกับพื้นผิว เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงไม่ได้มีไว้สำหรับเปิดแรงสุดแล้วฉีดทุกอย่างเหมือนกันหมด ก่อนเริ่มงานควรสังเกตสภาพพื้นก่อนว่าเป็นพื้นอะไร และมีความเสียหายอยู่แล้วหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

  • พื้นปูนที่มีรอยแตกร้าว
  • ยาแนวที่เริ่มหลุด
  • พื้นกระเบื้องเก่าที่มีรอยร้าว
  • สีเคลือบที่เริ่มลอก
  • พื้นผิวที่มีชั้นเคลือบพิเศษ

หากเป็นพื้นที่เหล่านี้ ควรเริ่มจากแรงดันต่ำกว่าก่อน และทดลองในจุดเล็ก ๆ ที่ไม่เด่นมาก ถ้าคราบเริ่มหลุดโดยไม่ทำให้พื้นผิวเสียหาย จึงค่อยทำบริเวณที่เหลือต่อ หลักง่าย ๆ คือ ใช้แรงเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่แรงที่สุดเท่าที่เครื่องทำได้

แล้วพื้นโรงรถควรใช้กี่บาร์?

       พื้นโรงรถมักเจอทั้งฝุ่น ดิน คราบยาง คราบน้ำมัน หรือคราบสกปรกที่สะสมเป็นเวลานาน จึงเป็นงานที่ต้องใช้แรงมากกว่าการล้างพื้นทั่วไปในบ้าน หากเป็นคราบทั่วไป ระดับ 100–120 Bar อาจเพียงพอในหลายกรณี แต่ถ้าพื้นมีคราบหนักหรือต้องการล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ การขยับไปใช้เครื่องที่มีแรงดันสูงขึ้นและมี Flow Rate มากขึ้นก็จะช่วยให้ทำงานได้สะดวกกว่า

ตัวอย่างเช่น B2 EXTRA สามารถปรับแรงดันได้ตั้งแต่ 30–180 Bar และมี Flow Rate 8 L/min โดยข้อมูลของ FLOW ENERGY ระบุช่วงการใช้งานประมาณ 130–180 Bar สำหรับงานล้างพื้น ผนังที่มีคราบหนัก รวมถึงการกำจัดคราบตะไคร่และมอส

ดังนั้นข้อดีของเครื่องที่ปรับแรงดันได้คือ เราไม่จำเป็นต้องใช้ 180 Bar ตลอดเวลา คราบเบา → ลดแรงดัน คราบหนัก → เพิ่มแรงดัน เลือกให้เหมาะกับงานที่อยู่ตรงหน้า

แล้ว M6, M9, B2, R1 และ R3 ต่างกันอย่างไร?

ถ้าเลือกจากลักษณะงาน สามารถแบ่งง่าย ๆ ได้แบบนี้

M6 EXTRA — สำหรับงานทั่วไป

M6 EXTRA อยู่ที่ 100 Bar / 6.5 L/min เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องขนาดกะทัดรัดสำหรับงานทำความสะอาดทั่วไป รวมถึงล้างรถและพื้นที่รอบบ้าน ถ้าพื้นที่ไม่ได้มีคราบหนักมาก และไม่ได้ต้องการใช้งานหนักเป็นประจำ รุ่นนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ

M9 EXTRA — แรงและน้ำเพิ่มขึ้น

M9 EXTRA ให้ 120 Bar / 8 L/min

เหมาะกับคนที่ต้องการใช้เครื่องหลากหลายขึ้น เช่น ล้างรถ ล้างแอร์ ล้างพื้น และทำความสะอาดพื้นที่รอบบ้าน โดย Flow Rate ที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็วมากขึ้น

B2 EXTRA — เหมาะกับงานที่ต้องการปรับแรงดัน

ถ้าต้องการเครื่องเดียวที่ทำได้หลายงาน B2 EXTRA จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะปรับแรงดันได้ 30–180 Bar / 8 L/min จึงสามารถลดแรงดันลงสำหรับงานทั่วไป และเพิ่มแรงดันเมื่อต้องจัดการกับพื้นหรือผนังที่มีคราบหนัก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FLOW ENERGY B2 EXTRA

R1 PRO SERIES — สำหรับงานที่ต้องการ Flow Rate สูงขึ้น

R1 PRO SERIES ให้ 30–150 Bar / 10 L/min และใช้ระบบข้อเหวี่ยงแบบ Crankshaft ซึ่งออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องการความต่อเนื่องและการทำงานที่จริงจังขึ้น ถ้าต้องการเครื่องที่ไม่ได้ใช้แค่ล้างพื้น แต่ยังต้องรับงานล้างรถหรืองานทำความสะอาดอื่น ๆ อย่างจริงจัง R1 PRO SERIES ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ควรพิจารณา

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ R1 PRO SERIES

R3 PRO SERIES — สำหรับงานหนักและต้องการ Flow Rate สูง

สำหรับคนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้องทำงานในลักษณะที่จริงจังมากกว่า กลุ่ม R3 PRO SERIES เป็นอีกรุ่นในไลน์ PRO ของ FLOW ENERGY บนเว็บไซต์ FLOW ENERGY จัด R3 PRO SERIES ไว้ในกลุ่มเครื่องสำหรับงานหนัก โดยวางคู่กับ R1 PRO SERIES ในกลุ่มงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงขึ้น

ตารางเลือกเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น

รุ่นแรงดันFlow Rateเหมาะกับใคร
M6 EXTRA100 Bar6.5 L/minงานทั่วไป พื้นบ้าน ทางเดิน
M9 EXTRA120 Bar8 L/minงานบ้าน + ล้างพื้น + ล้างรถ
B2 EXTRA30–180 Bar8 L/minคราบหนักและงานหลากหลาย
R1 PRO SERIES30–150 Bar10 L/minงานจริงจังและต้องการ Flow Rate สูง
R3 PRO SERIESสูงและรองรับงานหนักสูงงานหนักและการใช้งานต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลรุ่นทั้งหมด สามารถดู เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง FLOW ENERGY เพื่อเปรียบเทียบรุ่นที่เหมาะกับลักษณะงานของตัวเองได้

5 เทคนิค ล้างพื้นให้สะอาดโดยไม่ต้องเปิดแรงสุด

1. กวาดเศษดินและขยะออกก่อน

อย่าให้เครื่องฉีดน้ำต้องจัดการทั้งก้อนดิน ใบไม้ และเศษขยะไปพร้อมกัน เอาของที่หยิบหรือกวาดออกได้ออกก่อน จะช่วยให้งานง่ายขึ้น

2. ฉีดน้ำไล่คราบเบื้องต้น

เริ่มจากการทำให้พื้นที่เปียกและเอาคราบที่หลุดง่ายออกก่อน

3. ค่อยเพิ่มแรงดันตรงจุดที่มีคราบหนัก

ไม่จำเป็นต้องใช้แรงดันสูงกับพื้นที่ทั้งหมด

4. รักษาระยะห่างจากพื้น

โดยเฉพาะพื้นเก่าหรือพื้นที่ที่มีรอยร้าว ให้เริ่มจากระยะที่ห่างก่อน

5. ทำงานเป็นโซน

แบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ แล้วล้างให้จบทีละส่วน จะควบคุมงานง่ายกว่าการฉีดไปทั่วโดยไม่มีทิศทาง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น

  • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้นควรกี่บาร์?

ขึ้นอยู่กับชนิดของพื้นและความหนักของคราบ หากเป็นงานทั่วไปอาจเริ่มจากประมาณ 100–120 Bar ส่วนคราบหนักบนพื้นหรือบริเวณที่มีตะไคร่สะสม อาจพิจารณาแรงดันสูงขึ้น โดยต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพพื้นผิว

  • เครื่องฉีดน้ำ 100 บาร์ล้างพื้นได้ไหม?

ได้ เหมาะกับงานทำความสะอาดทั่วไปและคราบที่ไม่หนักมาก หากเป็นคราบตะไคร่หรือคราบดำที่สะสมหนา อาจต้องใช้วิธีทำความสะอาดร่วมกับแรงดันที่เหมาะสม

  • เครื่องฉีดน้ำ 150 บาร์ล้างคราบตะไคร่ได้ไหม?

ได้ และแรงดันระดับนี้มีความเหมาะสมกับงานที่ต้องการแรงเพิ่มขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงดันสูงสุดตลอดเวลา ควรปรับตามพื้นผิวและความหนาของคราบ

  • เครื่องฉีดน้ำ 180 บาร์เหมาะกับล้างพื้นไหม?

เหมาะกับงานล้างพื้นที่มีคราบหนัก โดยเฉพาะพื้นหรือผนังที่มีคราบตะไคร่และสิ่งสกปรกสะสม แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังกับพื้นผิวที่บอบบางหรือเสื่อมสภาพ

  • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างคราบดำออกได้ไหม?

สามารถช่วยขจัดคราบดำและสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนพื้นได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาของคราบ รวมถึงวัสดุของพื้นด้วย

  • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างตะไคร่ได้ไหม?

ได้ โดยแรงดันน้ำสามารถช่วยแยกตะไคร่และคราบสกปรกออกจากพื้นผิวได้ หากคราบสะสมหนาหรือฝังแน่น การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสมร่วมด้วยอาจช่วยให้ล้างง่ายขึ้น

  • ล้างพื้นด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงทำให้พื้นพังไหม?

มีโอกาสหากใช้แรงดันสูงเกินความจำเป็น หรือฉีดใกล้พื้นผิวมากเกินไป โดยเฉพาะพื้นเก่า รอยร้าว ยาแนว หรือพื้นเคลือบ จึงควรเริ่มจากแรงดันต่ำและทดลองบริเวณเล็ก ๆ ก่อน

  • เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้นควรดู Bar หรือ Flow Rate?

ควรดูทั้งสองอย่าง เพราะ Bar เกี่ยวข้องกับแรงดัน ส่วน Flow Rate เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำที่ไหลออกมา การเลือกให้ทั้งสองค่าเหมาะสมกับงานจะช่วยให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป: เลือกเครื่องให้ตรงกับคราบ ไม่ใช่เลือกแค่เครื่องที่แรงที่สุด

       ถ้าจะซื้อ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงล้างพื้น สิ่งแรกที่ควรดูไม่ใช่แค่ตัวเลข Bar ที่อยู่บนกล่อง ให้ดูว่าเราจะเอาไปล้างอะไร ถ้าเป็นฝุ่น ดิน และคราบทั่วไป เครื่องระดับ 100–120 Bar ก็สามารถตอบโจทย์ได้ ถ้าเป็นคราบดำ คราบตะไคร่ หรือพื้นที่ที่มีคราบสะสมหนักขึ้น การเลือกเครื่องที่มีแรงดันสูงขึ้นและมี Flow Rate เหมาะสมก็จะช่วยให้งานง่ายขึ้น ส่วนคนที่ต้องการเครื่องเดียวไว้ทำหลายงาน การเลือกเครื่องที่ Adjustable Pressure อย่าง B2 EXTRA ก็ช่วยให้ควบคุมแรงน้ำให้เหมาะกับแต่ละงานได้มากกว่า สุดท้ายแล้ว

เครื่องที่เหมาะกับการล้างพื้น ไม่ใช่เครื่องที่แรงที่สุด แต่คือเครื่องที่มีแรงดันและ Flow Rate เหมาะกับคราบและพื้นผิวที่เรากำลังทำความสะอาด

และถ้าใช้แรงดันให้ถูกวิธี เลือกหัวฉีดให้เหมาะสม และรักษาระยะฉีดให้ดี เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงก็สามารถช่วยลดทั้งเวลาและแรงในการจัดการพื้นสกปรกได้อย่างมากครับ.

Home สินค้า แคตตาล็อก จัดชุดเอง Accounting